เอกสารทั้งหมด
ปี :
คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ
ปี 2568
คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ
ไตรมาส 3/2568
คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ
ไตรมาส 2/2568
คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ
ไตรมาส 1/2568
ภาพรวมของฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

  2566 2567 2568
  ล้านบาท เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีก่อน(ร้อยละ) ล้านบาท เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีก่อน(ร้อยละ) ล้านบาท เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีก่อน(ร้อยละ)
สินทรัพย์ 77,528.92 12.12 72,687.50 (6.24) 61,273.35 (15.70)
หนี้สิน 66,870.37 13.54 62,362.67 (6.74) 49,419.28 (20.76)
ส่วนของผู้ถือหุ้น 10,658.55 3.94 10,324.83 (3.13) 11,854.07 14.81
รายได้
รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ 5,657.71 16.35 5,747.76 1.59 4,894.20 (14.85)
รายได้ค่าบริการ 657.62 3.06 411.99 (37.35) 274.43 (33.39)
รายได้อื่น 183.38 49.45 248.37 35.37 286.67 15.42
รวมรายได้ 6,498.71 15.56 6,408.12 (1.39) 5,455.30 (14.87)
ค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 1,281.31 13.73 1,286.09 0.37 1,243.68 (3.30)
ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และการด้อยค่าของสินทรัพย์รอการขาย 1,779.05 40.65 2,490.38 39.98 1,633.60 (34.40)
ต้นทุนทางการเงิน 1,909.51 42.97 2,213.40 15.91 1,908.04 (13.80)
รวมค่าใช้จ่าย - ไม่รวมภาษีเงินได้ 4,969.87 33.34 5,989.87 20.52 4,785.32 (20.11)
กำไรสำหรับปี 1,218.77 (19.40) 331.80 (72.78) 531.55 60.20
กำไรต่อหุ้น1 (บาท) 2.31 (19.23) 0.63 (72.73) 0.83 31.75
ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ 35,313.93 (1.04) 22,547.79 (36.15) 15,807.19 (29.89)
พอร์ตสินเชื่อรวม-ก่อนหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 75,257.47 11.32 68,822.75 (8.55) 58,790.94 (14.58)
พอร์ตสินเชื่อรวม-สุทธิ 73,052.27 10.95 66,121.19 (9.49) 56,240.88 (14.94)

1 ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทและบริษัทย่อยมีส่วนของผู้ถือหุ้น จำนวน 11,854.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 10,324.83 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.81 จากการเพิ่มทุนและกำไรจากการดำเนินงาน โดยมีทุนชำระแล้วจำนวน 3,518.96 ล้านบาท และมีกำไรสะสมเท่ากับ 5,247.83 ล้านบาท

รายได้รวมในปี 2568 มีจำนวน 5,455.30 ล้านบาท ลดลงจาก 6,408.12 ล้านบาท ในปี 2567 หรือลดลงร้อยละ 14.87 เป็นผลมาจากการหดตัวของพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งรายได้หลักคือรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าซื้อ คิดเป็นร้อยละ 76.02 ของรายได้รวมในปี 2568 และคิดเป็นร้อยละ 75.68 ของรายได้รวมในปี 2567

กำไรสำหรับปี 2568 มีจำนวน 531.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 199.75 ล้านบาท จาก 331.80 ล้านบาท ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 60.20 สำหรับอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ในปี 2568 เท่ากับร้อยละ 9.74 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เท่ากับร้อยละ 5.18 และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return on Equity) ณ สิ้นปี 2568 เท่ากับร้อยละ 4.75 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เท่ากับร้อยละ 3.17

พอร์ตสินเชื่อก่อนการหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ในปี 2568 มีจำนวน 58,790.94 ล้านบาท ลดลงจาก 68,822.75 ล้านบาท ในปี 2567 หรือลดลงร้อยละ 14.58 ซึ่งเป็นผลมาจากยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ของบริษัทและบริษัทย่อยลดลง โดยในปี 2568 ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่มีจำนวน 15,807.19 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 29.89 จากปี 2567 ที่มีจำนวนเท่ากับ 22,547.79 ล้านบาท ในขณะที่สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) ณ สิ้นปี 2568 เท่ากับร้อยละ 8.10 ของพอร์ตสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.97 ของพอร์ตสินเชื่อรวม ณ สิ้นปี 2567 เป็นผลมาจากการหดตัวของพอร์ตสินเชื่อในขณะที่จำนวนสินเชื่อด้อยคุณภาพลดลงเล็กน้อย สำหรับอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ เท่ากับร้อยละ 53.58 สิ้นปี 2568 ลดลงจากร้อยละ 56.32 ณ สิ้นปี 2567

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของแต่ละกลุ่มธุรกิจ
รายได้
รายได้รวมของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2566-2568 มีจำนวน 6,498.71 ล้านบาท 6,408.12 ล้านบาท และ 5,455.30 ล้านบาท ตามลำดับ โดยรายได้ส่วนใหญ่เป็นรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ รองลงมาเป็นรายได้ค่าบริการ

รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ในปี 2566-2568 มีจำนวน 5,657.62 ล้านบาท 5,747.76 ล้านบาท และ 4,894.20 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.59 จากปี 2566 และปี 2568 ลดลงร้อยละ 14.85 จากปี 2567 รายได้ดอกเบี้ยจากจากเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ในปี 2566-2568 คิดเป็นร้อยละ 87.06 ร้อยละ 89.69 และร้อยละ 89.72 ของรายได้รวม ตามลำดับ

รายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าซื้อในปี 2566-2568 มีจำนวน 4,813.16 ล้านบาท 4,849.90 ล้านบาท และ 4,147.04 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.76 จากปี 2566 เป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยรับเฉลี่ยของสินเชื่อเช่าซื้อเพิ่มขึ้น และปี 2568 ลดลงร้อยละ 14.49 จากปี 2567 ตามการลดลงของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ โดยที่ยอดลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อก่อนหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ณ สิ้นปี 2566-2568 เท่ากับ 67,716.34 ล้านบาท 61,655.38 ล้านบาท และ 52,597.97 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากดอกเบี้ยเช่าซื้อในปี 2566-2568 คิดเป็นร้อยละ 74.06 ร้อยละ 75.68 และร้อยละ 76.02 ของรายได้รวมของบริษัทและบริษัทย่อย ตามลำดับ

รายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าการเงินของบริษัทและบริษัทย่อย ในปี 2566-2568 มีจำนวน 85.70 ล้านบาท 88.41 ล้านบาท และ 92.08 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.16 จากปี 2566 และปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.15 จากปี 2567 เป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยรับเฉลี่ยของสินเชื่อเช่าการเงินเพิ่มขึ้น โดยที่ยอดลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินก่อนหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ณ สิ้นปี 2566-2568 เท่ากับ 1,325.25 ล้านบาท 1,199.19 ล้านบาท และ 1,405.29 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากสัญญาเช่าการเงินในปี 2566-2568 คิดเป็นร้อยละ 1.32, ร้อยละ 1.38 และร้อยละ 1.69 ของรายได้รวมของบริษัทและบริษัทย่อย ตามลำดับ

รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมของบริษัทและบริษัทย่อย ในปี 2566-2568 มีจำนวน 758.76 ล้านบาท 809.45 ล้านบาท และ 655.08 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.68 จากปี 2566 เป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยรับเฉลี่ยเพิ่มขึ้น และปี 2568 ลดลงร้อยละ 19.07 จากปี 2567 โดยยอดลูกหนี้เงินให้กู้ยืมก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ณ สิ้นปี 2566-2568 เท่ากับ 6,215.88 ล้านบาท 5,968.18 ล้านบาท และ 4,787.68 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมในปี 2566-2568 คิดเป็นร้อยละ 11.68 ร้อยละ 12.63 และร้อยละ 12.01 ของรายได้รวมของบริษัทและบริษัทย่อย ตามลำดับ

รายได้ค่าบริการในปี 2566-2568 มีจำนวน 657.62 ล้านบาท 411.99 ล้านบาท และ 274.43 ล้านบาท ตามลำดับ รายได้ค่าบริการประกอบด้วย รายได้ค่าบริการจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย และรายได้ค่าธรรมเนียมและค่าบริการอื่น ซึ่งรายได้ค่าบริการส่วนมากเป็นรายได้ค่าบริการจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย คิดเป็นร้อยละ 79.95 ของรายได้ค่าบริการในปี 2568

รายได้ค่านายหน้าประกันภัยของบริษัทย่อย ในปี 2566-2568 มีจำนวน 605.48 ล้านบาท 348.51 ล้านบาท และ 219.41 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 42.44 จากปี 2566 และปี 2568 ลดลงร้อยละ 37.04 จากปี 2567 ตามการลดลงของการปล่อยสินเชื่อใหม่

รายได้อื่นของบริษัท เช่น รายได้ค่าปรับล่าช้า เงินปันผลรับ และรายได้ส่วนเพิ่มจากการขายไฟฟ้า เป็นต้น รายได้อื่นของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2566-2568 มีจำนวน 183.47 ล้านบาท, 248.37 ล้านบาท และ 286.67 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.37 จากปี 2566 และปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.42 จากปี 2567

ค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายรวม (รวมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและการด้อยค่าของสินทรัพย์รอการขาย ต้นทุนทางการเงิน ไม่รวมค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้) ของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2566-2568 มีจำนวน 4,969.87 ล้านบาท 5,989.87 ล้านบาท และ 4,785.32 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.52 จากปี 2566 และปี 2568 ลดลงร้อยละ 20.11 จากปี 2567 ค่าใช้จ่ายรวมส่วนใหญ่ ได้แก่ ต้นทุนทางการเงิน รองลงมาคือ ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและการด้อยค่าของสินทรัพย์รอการขาย และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2566-2568 มีจำนวน 1,281.31 ล้านบาท 1,286.09 ล้านบาท และ 1,243.68 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.37 จากปี 2566 และปี 2568 ลดลงร้อยละ 3.30 จากปี 2567 จากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ในปี 2568 เท่ากับร้อยละ 34.83 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 30.48 ในปี 2567 และร้อยละ 27.91 ในปี 2566 สำหรับสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในปี 2566-2568 เท่ากับร้อยละ 25.78 ร้อยละ 21.47 และร้อยละ 25.99 ของค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้) ตามลำดับ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารส่วนใหญ่ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายพนักงาน

ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและการด้อยค่าของสินทรัพย์รอการขายของบริษัทและบริษัทย่อย ในปี 2566-2568 มีจำนวน 1,779.05 ล้านบาท 2,490.38 ล้านบาท และ 1,633.60 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.98 จากปี 2566 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของการด้อยค่าของสินทรัพย์รอการขาย จากการที่บริษัทมีการยึดรถมากขึ้น และการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนจากการขายสินทรัพย์รอการขาย และปี 2568 ลดลงร้อยละ 34.40 จากปี 2567 เป็นผลมาจากการลดลงของการตั้งสำรอง เนื่องจากการเก็บหนี้ดีขึ้นส่งผลให้ลูกหนี้ตกชั้นน้อยลง และคุณภาพของลูกหนี้ที่ปล่อยใหม่ที่ดีขึ้น รวมทั้งการลดลงของสินทรัพย์รอการขาย โดยผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและการด้อยค่าของสินทรัพย์รอการขายในปี 2566-2568 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35.80 ร้อยละ 41.58 และร้อยละ 34.14 ของค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้) ตามลำดับ ทั้งนี้บริษัทมีอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อลูกหนี้รววม (ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ: Credit Cost) ในปี 2566-2568 เท่ากับร้อยละ 1.67 ร้อยละ 1.58 และร้อยละ 0.74 ตามลำดับ

ต้นทุนทางการเงินถือเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งประกอบด้วย ดอกเบี้ยจ่าย และค่าธรรมเนียมจากการค้ำประกัน ค่าใช้จ่ายทางการเงินของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2566-2568 มีจำนวน 1,909.51 ล้านบาท 2,213.40 ล้านบาท และ 1,908.04 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.91 จากปี 2566 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้น และปี 2568 ลดลงร้อยละ 13.80 จากปี 2567 เป็นผลมาจากการลดลงของเงินกู้ยืมเนื่องจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ลดลง โดยอัตราดอกเบี้ยจ่ายในปี 2566-2568 เท่ากับร้อยละ 3.14 ร้อยละ 3.49 และร้อยละ 3.57 ตามลำดับ ต้นทุนทางการเงินในปี 2566-2568 มีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 38.42 ร้อยละ 36.95 และร้อยละ 39.87 ของค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้) ตามลำดับ

กำไรสำหรับปี

กำไรสำหรับปี 2566-2568 ของบริษัทและบริษัทย่อย มีจำนวน 1,218.77 ล้านบาท 331.80 ล้านบาท และ 531.55 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในปี 2567 ลดลงร้อยละ 72.78 จากปี 2566 เป็นผลมาจากการลดลงของรายได้ตามการชะลอตัวของการปล่อยสินเชื่อใหม่ และการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและการด้อยค่าของสินทรัพย์รอการขาย และต้นทุนทางการเงิน และปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 60.20 จากปี 2567 เป็นผลมาจากการลดลงของค่าใช้จ่ายหลัก ได้แก่ ต้นทุนทางการเงิน และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและการด้อยค่าของสินทรัพย์รอการขาย

ทั้งนี้ อัตราส่วนกำไรสุทธิของบริษัทในปี 2566-2568 เท่ากับร้อยละ 18.75 ร้อยละ 5.18 และร้อยละ 9.74 ตามลำดับ สำหรับกำไรต่อหุ้นถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักในปี 2566-2568 เท่ากับ 2.31 บาทต่อหุ้น 0.63 บาทต่อหุ้น และ 0.83 บาทต่อหุ้น ตามลำดับ

การวิเคราะห์ฐานะการเงิน

สินทรัพย์รวมของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2566-2568 มีจำนวน 77,528.92 ล้านบาท 72,687.50 ล้านบาท และ 61,273.35 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ สิ้นปี 2567 ลดลงร้อยละ 6.24 จากสิ้นปี 2566 และสิ้นปี 2568 ลดลงร้อยละ 15.70 จากสิ้นปี 2567 การลดลงของสินทรัพย์ในปี 2568 เป็นผลมาจากการหดตัวของพอร์ตสินเชื่อ จากการที่บริษัทมีการปล่อยสินเชื่อใหม่ลดลง โดยสินทรัพย์หลักของบริษัทและบริษัทย่อย คือ ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ (สุทธิจากค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น) โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 84.86 ร้อยละ 81.49 และร้อยละ 82.14 ของสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2566-2568 ตามลำดับ ทั้งนี้ สินทรัพย์หลักของบริษัทและบริษัทย่อย สรุปได้ดังนี้

พอร์ตสินเชื่อรวมสุทธิ (หลังหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น) ของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2566-2568 มีจำนวน 73,052.27 ล้านบาท 66,121.19 ล้านบาท และ 56,240.88 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ สิ้นปี 2567 ลดลงร้อยละ 9.49 จากสิ้นปี 2566 และสิ้นปี 2568 ลดลงร้อยละ 14.94 จากสิ้นปี 2567 โดยรายละเอียดของพอร์ตลูกหนี้หลักแต่ละประเภท มีดังนี้

ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ (สุทธิ-หลังหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น) ของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2566-2568 มีจำนวน 65,790.00 ล้านบาท 59,234.90 ล้านบาท และ 50,327.10 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ สิ้นปี 2567 ลดลงร้อยละ 9.96 จากสิ้นปี 2566 และสิ้นปี 2568 ลดลงร้อยละ 15.03 จากสิ้นปี 2567 การลดลงในปี 2568 เป็นผลมาจากการที่บริษัทมีการปล่อยสินเชื่อใหม่ลดลง โดยยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อของบริษัทและบริษัทย่อย ในปี 2568 มีจำนวน 13,076.06 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 27.15 จากปี 2567 ที่มีจำนวนเท่ากับ 17,949.19 ล้านบาท

ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงิน (สุทธิ-หลังหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น) ของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2566-2568 มีจำนวน 1,300.34 ล้านบาท 1,167.69 ล้านบาท และ 1,369.04 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ สิ้นปี 2567 ลดลงร้อยละ 10.20 จากสิ้นปี 2566 จากการที่บริษัทมีการปล่อยสินเชื่อใหม่ลดลง และสิ้นปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.24 จากสิ้นปี 2567 โดยการปล่อยสินเชื่อเช่าการเงินของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2568 มีจำนวน 820.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 69.20 จากปี 2567 ที่มีจำนวนเท่ากับ 485.01 ล้านบาท

ลูกหนี้เงินให้กู้ยืม (สุทธิ-หลังหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น) ของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2566-2568 มีจำนวน 5,961.93 ล้านบาท 5,718.60 ล้านบาท และ 4,544.75 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ สิ้นปี 2567 ลดลงร้อยละ 4.08 จากสิ้นปี 2566 และสิ้นปี 2568 ลดลงร้อยละ 20.53 จากสิ้นปี 2567 การลดลงในปี 2568 เป็นผลมาจากการที่บริษัทมีการปล่อยสินเชื่อใหม่ลดลง โดยยอดปล่อยสินเชื่อเงินให้กู้ยืมของบริษัทและบริษัทย่อย ในปี 2568 มีจำนวน 1,910.50 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 48.24 จากปี 2567 ที่มีจำนวนเท่ากับ 3,691.22 ล้านบาท การปล่อยสินเชื่อเงินให้กู้ยืมส่วนใหญ่เป็นการปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนของบริษัทและบริษัทย่อย จำนวน 957.11 ล้านบาท

บริษัทและบริษัทย่อยมีการจัดชั้นลูกหนี้ตามสถานะของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เพื่อใช้ในการประเมินและบริหารจัดการลูกหนี้ โดยแบ่งตามขั้นของความเสี่ยงด้านเครดิต ดังนี้

ขั้นความเสี่ยงด้านเครดิต มูลค่าลูกหนี้ (ล้านบาท) ร้อยละ ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ลูกหนี้ที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (ขั้นที่ 1) 41,142.71 78.22 359.22
ลูกหนี้ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (ขั้นที่ 2) 7,199.61 13.69 683.94
ลูกหนี้ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (ขั้นที่ 3) 4,255.65 8.09 1227.71
รวม* 52,597.97 100.00 2,270.87
หักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 2,270.87    
ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อสุทธิ 50,327.10    

หมายเหตุ: * ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ คำนวณจากลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อหลังหักดอกผลเช่าซื้อที่ยังไม่ถือเป็นรายได้ ก่อนหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

ขั้นความเสี่ยงด้านเครดิต มูลค่าลูกหนี้ (ล้านบาท) ร้อยละ ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ลูกหนี้ที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (ขั้นที่ 1) 1,337.47 95.17 7.32
ลูกหนี้ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (ขั้นที่ 2) 24.44 1.74 4.58
ลูกหนี้ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (ขั้นที่ 3) 43.38 3.09 24.35
รวม* 1,405.29 100.00 36.25
หักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 36.25    
ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินสุทธิ 1,369.04    

หมายเหตุ: * ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงิน คำนวณจากลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินหลังหักดอกเบี้ยที่ยังไม่ถือเป็นรายได้ ก่อนหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

ขั้นความเสี่ยงด้านเครดิต มูลค่าลูกหนี้ (ล้านบาท) ร้อยละ ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ลูกหนี้ที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (ขั้นที่ 1) 3,843.90 80.28 32.96
ลูกหนี้ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (ขั้นที่ 2) 483.44 10.10 55.39
ลูกหนี้ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (ขั้นที่ 3) 460.34 9.62 154.59
รวม* 4,787.68 100.00 242.94
หักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 242.94    
ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินสุทธิ 4,544.74    

หมายเหตุ: * ลูกหนี้ตามสัญญาเงินให้กู้ยืม คำนวณจากลูกหนี้ตามสัญญาเงินให้กู้ยืมหลังหักค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยที่ยังไม่ถือเป็นรายได้ ก่อนหักค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทและบริษัทย่อยมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ในปี 2566 – 2568 เท่ากับ ร้อยละ 4.70 ร้อยละ 6.97 และร้อยละ 8.10 ของพอร์ตสินเชื่อรวม ตามลำดับ

บริษัทมีการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน โดยฝ่ายบริหารใช้ดุลยพินิจในการประมาณการผลขาดทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้มีปัญหาในการจ่ายชำระคืนหนี้เงินต้นและ/หรือดอกเบี้ย โดยใช้การวิเคราะห์สถานะของลูกหนี้ทั้งรายตัวและรายกลุ่ม ความน่าจะเป็นในการผิดนัดชำระของลูกหนี้ ส่วนสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นหากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ประสบการณ์ในการเรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ มูลค่าของหลักประกัน ข้อมูลสถิติและประมาณการตัวแปรทางเศรษฐกิจ เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาในการกำหนดสมมติฐานและสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งกำหนดระดับความน่าจะเป็นของแต่ละสถานการณ์ ทั้งนี้ อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) ณ สิ้นปี 2568 อยู่ในอัตราร้อยละ 53.58 ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับที่เพียงพอ และเป็นไปตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน

  ลูกหนี้ที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต ลูกหนี้ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต ลูกหนี้ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต รวม
มูลค่าลูกหนี้ (ล้านบาท) 46,324.08 7,707.49 4,759.37 4,759.37
ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 399.51 743.91 1,406.65 2,550.07
ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อลูกหนี้ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต 53.58

ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์) ของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2566-2568 มีจำนวน 497.63 ล้านบาท 929.30 ล้านบาท และ 783.31 ล้านบาท ตามลำดับ โดยการเพิ่มขึ้นในปี 2567 ส่วนมากเป็นการเพิ่มขึ้นของเครื่องตกแต่งและเครื่องใช้สำนักงานจากการที่บริษัทย้ายสำนักงานใหญ่ และอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ในธุรกิจผลิตและขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทย่อย

สินทรัพย์รอการขายของบริษัทและบริษัทย่อย ได้แก่ รถยนต์และเครื่องจักรที่ยึดคืนจากลูกหนี้ตามสัญญา เนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้ โดย ณ สิ้นปี 2566-2568 มีจำนวน 1,570.43 ล้านบาท 2,513.80 ล้านบาท และ 1,826.38 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่ง ณ สิ้นปี 2566-2568 มีจำนวนทรัพย์สินที่ยึดคืนคงเหลือจำนวน 1,522 ราย, 2,598 ราย และ 2,066 ราย ตามลำดับ โดยการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์รอการขายในปี 2567 เป็นผลจากการที่บริษัทมีการยึดสินทรัพย์คืนจากลูกหนี้ที่ค้างชำระเกินกำหนด สำหรับปี 2568 บริษัทมีการบริหารจัดการลูกหนี้ที่ดีขึ้น สามารถจำหน่ายสินทรัพย์รอการขายได้มากกว่าจำนวนสินทรัพย์ที่ยึดมา จึงทำให้สินทรัพย์รอการขายลดลง โดยจำนวนสัญญาคงเหลือ ณ สิ้นปี 2566-2568 มีจำนวน 69,912 สัญญา 67,727 สัญญา และ 62,529 สัญญา ตามลำดับ

หนี้สินรวมของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2566-2568 มีจำนวน 66,870.37 ล้านบาท 62,362.66 ล้านบาท และ 49,419.28 ล้านบาท ตามลำดับ โดย ณ สิ้นปี 2567 ลดลงร้อยละ 6.74 จากสิ้นปี 2566 และสิ้นปี 2568 ลดลงร้อยละ 20.76 จากสิ้นปี 2567

(ล้านบาท)

ประเภทเงินกู้ยืม ณ 31 ธันวาคม
2566 2567 2568
ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ
เงินกู้ยืมระยะสั้นจากธนาคาร 2,790.00 4.17 400.00 0.64 2,140.00 4.33
เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี 15,148.11 22.65 12,336.44 19.78 7,817.07 15.82
เงินกู้ยืมระยะสั้นอื่น 4,329.95 6.48 4,745.71 7.61 3,191.23 6.46
หุ้นกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี 9,663.30 14.45 10,874.57 17.44 6,731.62 13.62
เงินกู้ยืมระยะสั้นรวม 31,931.36 47.75 28,356.72 45.47 19,879.92 40.23
เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร 15,354.50 22.96 16,084.48 25.79 17,376.55 35.16
หุ้นกู้ระยะยาว 16,878.51 25.24 15,122.56 24.25 9,552.93 19.33
เงินกู้ยืมระยะยาวรวม 32,233.01 48.20 31,207.04 50.04 26,929.48  54.49
เงินกู้ยืมรวม 64,164.37 95.95 59,563.76 95.51 46,809.40  94.72
หนี้สินอื่น 1 2,706.00 4.05 2,798.91 4.49 2,609.88 5.28
หนี้สินรวม 66,870.37 100.00 62,362.67 100.00  49,419.28  100.00

ที่มา: งบการเงินรวมของบริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี สำหรับปี 2566-2568

หมายเหตุ: 1 หนี้สินอื่น ประกอบด้วย หนี้สินตามสัญญาเช่า เจ้าหนี้กิจการที่เกี่ยวข้องกัน ภาษีเงินได้ค้างจ่าย หนี้สินหมุนเวียนอื่น เงินวางประกันของลูกค้า หนี้สินตราสารอนุพันธ์ สำรองผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงาน และหนี้สินไม่หมุนเวียนอื่น

บริษัทและบริษัทย่อยมีเงินกู้ยืมระยะสั้น (รวมเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี) ณ สิ้นปี 2566-2568 จำนวน 31,931.36 ล้านบาท 28,356.72 ล้านบาท และ 19,880.31 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 47.75 ร้อยละ 45.47 และร้อยละ 40.23 ของหนี้สินรวม ตามลำดับ

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทและบริษัทย่อย (Debt to Equity Ratio) ณ สิ้นปี 2566-2568 เท่ากับ 6.27 เท่า 6.04 เท่า และ 4.17 เท่า ตามลำดับ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2568 ลดลงจากการเพิ่มขึ้นของส่วนของผู้ถือหุ้นจากการเพิ่มทุน

ส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทและบริษัทย่อย ณ สิ้นปี 2566-2568 มีจำนวน 10,658.55 ล้านบาท 10,324.84 ล้านบาท และ 11,854.07 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนผู้ถือหุ้นในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มทุน และกำไรจากการดำเนินงาน โดยมีกำไรสะสมในปี 2568 เท่ากับ 5,247.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4,893.99 ล้านบาท ในปี 2567

อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return on Equity) ในปี 2566-2568 เท่ากับ ร้อยละ 11.71 ร้อยละ 3.17 และร้อยละ 4.75 ตามลำดับ

กำหนดการจ่ายชำระคืนเงินกู้จากยอดเงินกู้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 และเงินค่างวดที่คาดว่าจะได้รับในช่วงระยะเวลาต่างๆ สามารถสรุปได้ดังนี้

(หน่วย : ล้านบาท)

ระยะเวลา กำหนดชำระคืนหนี้เงินกู้ยืม ค่างวดที่จะได้รับชำระจากลูกหนี้
ภายใน 1 ปี 20,966.24 25,145.14
เกินกว่า 1 ปีแต่ไม่เกิน 2 ปี 14,524.00 18,526.36
เกินกว่า 2 ปีแต่ไม่เกิน 3 ปี 10,594.94 12,656.13
เกินกว่า 3 ปี 2,716.02 9,639.51
รวม 48,801.20 65,967.14

บริษัทและบริษัทย่อยมีเงินกู้ยืมที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี น้อยกว่าค่างวดที่จะได้รับจากลูกหนี้ภายใน 1 ปี เป็นจำนวน 4,178.90 ล้านบาท รวมทั้งมีวงเงินสินเชื่อคงเหลือจากสถาบันการเงินอีกประมาณ 12,318 ล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและความเพียงพอของสถานะทางการเงินของบริษัทและบริษัทย่อย

บริษัทและบริษัทย่อยมีการปรับปรุงโครงสร้างแหล่งที่มาของเงินทุนให้เหมาะสม โดยเพิ่มสัดส่วนเงินกู้ยืมระยะยาวต่อเงินกู้ยืมระสั้นให้มากขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนเงินกู้ยืมระยะยาวต่อเงินกู้ยืมระยะสั้นเท่ากับ 89:11

ประเภทเงินกู้ยืม ณ 31 ธันวาคม
2566 2567 2568
ล้านบาท % ล้านบาท % ล้านบาท %
เงินกู้ยืมระยะสั้น - ไม่รวมเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี 7,119.95 11.10 5,145.71 8.64 5,331.23 11.39
เงินกู้ยืมระยะยาวรวม - รวมส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี 57,044.42 88.90 54,418.06 91.36 41,478.17 88.61
เงินกู้ยืมรวม 64,164.37 100.00 59,563.77 100.00 46,809.40 100.00

บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรก่อนภาษีในปี 2566 – 2568 จำนวน 1,528.84 ล้านบาท 418.25 ล้านบาท และ 669.98 ล้านบาท ตามลำดับ เมื่อรวมกับรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสดและการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ ทำให้บริษัทและบริษัทย่อยมีเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงานในปี 2566 จำนวน 7,357.34 ล้านบาท เป็นผลมาจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อของบริษัทและบริษัทย่อย โดยมีกระแสเงินสดที่ใช้ในการขยายตัวของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อของบริษัทและบริษัทย่อยจำนวน 9,857.57 ล้านบาท สำหรับปี 2567 – 2568 บริษัทและบริษัทย่อยมีกระแสเงินสดได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน จำนวน 5,806.31 ล้านบาท และ 11,157.19 ล้านบาท ตามลำดับ โดยเป็นผลมาจากการหดตัวของพอร์ตสินเชื่อของบริษัทและบริษัทย่อย โดยมีกระแสเงินสดรับสุทธิจากลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อในปี 2567 – 2568 จำนวน 1,663.11 ล้านบาท และ 5,537.07 ล้านบาท ตามลำดับ

เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมการลงทุนของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2566 – 2568 มีจำนวนเท่ากับ 310.35 ล้านบาท 487.21 ล้านบาท และ 39.63 ล้านบาท ตามลำดับ โดยส่วนมากเป็นการลงทุนซื้ออุปกรณ์และยานพาหนะ ได้แก่ เครื่องตกแต่งและเครื่องใช้สำนักงาน และอุปกรณ์โซลาร์เซลล์

นอกจากนี้ บริษัทและบริษัทย่อยมีเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงินในปี 2566 จำนวน 7,617.37 ล้านบาท โดยส่วนมากเป็นเงินสดรับจากการออกหุ้นกู้ระยะยาว และเงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร สำหรับปี 2567 และปี 2568 บริษัทและบริษัทย่อยมีเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน จำนวน 4,893.45 ล้านบาท และ 11,767.59 ล้านบาท ตามลำดับ โดยส่วนมากเป็นการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมเงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร

บริษัทต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อกำหนดทางการเงินของธนาคารที่ให้กู้ยืมเงิน โดยบริษัทต้องรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ระดับไม่เกิน 10 เท่า ซึ่งบริษัทสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ตลอดมา โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 4.17 เท่า