คณะกรรมการมีความยินดีที่จะนำเสนอรายงานประจำปีของบริษัทและบริษัทย่อย รวมถึงงบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบแล้วสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567

ปี 2567 ถือเป็นอีกปีหนึ่งที่มีความท้าทาย จากทั้งปัจจัยภายในประเทศและปัจจัยภายนอกประเทศ ด้วยความล่าช้าในการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล และการหดตัวของการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงอันสืบเนื่องตั้งแต่ช่วงโควิด-19 นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งมาตรการกีดกันทางการค้า อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังคงสามารถเติบโตในส่วนของการส่งออก รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์มียอดขายรถยนต์ใหม่ในประเทศโดยรวมหดตัวลง เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในปี 2567 ลดลงร้อยละ 35.47 อยู่ที่ 572,675 คัน จากเดิมจำนวน 775,780 คัน ในปี 2566 และยอดขายรถบรรทุกในประเทศลดลงร้อยละ 42.03 จาก 27,682 คัน ในปี 2566 เป็น 16,046 คัน ในปี 2567 เนื่องจากความต้องการรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีการชะลอตัวลงจากปีที่ผ่านมา รวมไปถึงมีการเร่งซื้อในปีก่อนหน้านี้

โดยในปี 2567 คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง ในเดือนตุลาคม จากร้อยละ 2.50 เป็นร้อยละ 2.25 ต่อปี


ผลการดำเนินงานในปี 2567

ณ วันที่ 31 ธันวาคม ปี 2567 บริษัทมีสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 72,688 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.2 จากปี 2566 หนี้สินรวมอยู่ที่ 62,363 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.7 จากปี 2566 ส่วนของผู้ถือหุ้นมีจำนวน 10,325 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.1 จากปี 2566 เป็นผลจากกำไรจากการดำเนินงานที่ลดลง โดยบริษัทมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 2,639 ล้านบาท และมีกำไรสะสม 4,894 ล้านบาท ในปี 2567 มีรายได้รวม 6,408 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.4 จากปี 2566 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวม 3,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.4 จากปี 2566 สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของการด้อยค่าของสินทรัพย์รอการขาย จากการที่บริษัทมีการยึดรถมากขึ้น และการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนจากสินทรัพย์รอการขาย ส่งผลให้กำไรรวมปี 2567 อยู่ที่ 332 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 72.8 จาก 1,219 ล้านบาทในปี 2566 โดยพอร์ตสินเชื่อรวมในปี 2567 มีจำนวน 68,823 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8.5 จากปี 2566

จากการที่ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมของบริษัทลดลง อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 6.97 ของพอร์ตสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.70 ในปี 2566 สำหรับอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ เท่ากับร้อยละ 56.32 ณ สิ้นปี 2567

และจากผลการดำเนินงานและการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นใหญ่ ส่งผลให้บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงอันดับเครดิตภายในประเทศของบริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ที่ 'A(tha)' แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ


การกำกับดูแลกิจการและความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร

คณะกรรมการบริษัทมีเจตจำนงที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความโปร่งใส พร้อมทั้งยึดมั่นในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแน่วแน่ ที่สำคัญคือการปฏิบัติตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความรับผิดชอบต่อสังคม มาตรการต่อต้านการทุจริต และนโยบายจริยธรรมทางธุรกิจอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ คณะกรรมการยังคงมีเป้าหมายที่จะรักษามาตรฐานการกำกับดูแลที่เข้มงวด เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงและสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

ด้านการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทส่งเสริมการให้สินเชื่อโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินที่ยั่งยืน พร้อมทั้งการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม จึงได้มีการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ที่อาคารสำนักงานสาขาต่างๆ เพื่อใช้พลังงานทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า

นอกจากนี้บริษัทกำหนดนโยบายที่จะมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การมอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษา รวมถึงการสนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมการบริจาคโลหิตที่สภากาชาดไทย นอกจากนี้บริษัทยังสนับสนุนให้พนักงานมีส่วนในการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ในปี 2567 บริษัทได้รับคะแนนการประเมิน 98 คะแนน จากโครงการประเมินคุณภาพการจัดการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพยแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ร่วมกับสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับคะแนนการกำกับดูแลกิจการ ในระดับ 5 ดาว หรือ “ดีเลิศ” จากโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน (CGR) ประจำปี 2567 ซึ่งดำเนินการโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

ที่สำคัญที่สุดคือ ในปี 2567 บริษัทได้รับผลการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ในระดับ A และได้รับการคัดเลือกให้เป็นหลักทรัพย์ที่ใช้สำหรับคำนวณดัชนี SETESG ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568


แนวโน้มและกลยุทธ์ทางธุรกิจในปี 2568

คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติกลยุทธ์ทางธุรกิจ วัตถุประสงค์ และนโยบายของบริษัท โดยมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจตามหลักความยั่งยืนและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งรวมถึงการสร้างความมั่นใจว่ามีการบริหารความเสี่ยงและมาตรการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

บริษัทคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปี 2568 จะขยายตัวประมาณร้อยละ 2.9 จากปีที่ผ่านมา โดยการเติบโตอาจจะได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาครัฐ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั้งยังอาจได้รับผลประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมต่างชาติ นอกจากนี้แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นเทียบเท่าช่วงก่อนโควิด-19

อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจมีปัจจัยลบจากปัจจัยต่างๆ เช่น ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ระดับสูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา

ยอดขายรถยนต์ใหม่ในประเทศปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 600,000 คัน หรือเติบโตร้อยละ 4.86 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะคงความเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อเช่ารถบรรทุกใหม่ โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจด้วยความระมัดระวังพร้อมกับการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ พร้อมทั้งปรับปรุงผลิตภัณฑ์ และกระบวนการทำงานและการบริการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า

ในนามของคณะกรรมการ ผมขอขอบคุณผู้ถือหุ้น ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจของเราสำหรับการสนับสนุน รวมถึงความร่วมมือที่ดีที่มีมาอย่างยาวนานโดยไม่เปลี่ยนแปลง และผมขอขอบคุณต่อความเชื่อมั่นที่คุณมอบให้เรา

ผมหวังว่าด้วยความพยายามร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสียของเราและความทุ่มเทของทีมงานของเรา เราจะบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นและสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน ขอบคุณ


ในนามของคณะกรรมการบริษัท

นายหยาง ซือ ถิง

ประธานกรรมการ